โลโก้ ไอคอน Dealflow M&A Marketplace logo สัญลักษณ์การเชื่อมต่อธุรกิจ DealFlow Market
< กลับสู่ Insights
คู่มือขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย: ทำอย่างไรให้ได้ราคาดีและปิดการขายอย่างมั่นใจ

คู่มือขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย: ทำอย่างไรให้ได้ราคาดีและปิดการขายอย่างมั่นใจ

14

โดย Dealflow Insights

อัปเดตเมื่อ 27 พฤษภาคม 2026

การตัดสินใจขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเจ้าของกิจการหรือผู้ก่อตั้งทุกคน คำถามที่พบบ่อย ได้แก่:


  1. ควรขายเมื่อไรถึงจะเหมาะที่สุด?
  2. ธุรกิจของเรามีมูลค่าเท่าไร?
  3. จะขายให้ได้ตัวคูณ (multiple) ที่สูงขึ้นได้อย่างไร?
  4. มีวิธีเพิ่มมูลค่ากิจการก่อนขายหรือไม่?
  5. กระบวนการขาย หรือ Exit Process ต้องเตรียมอะไรบ้าง?


บทความนี้จะตอบคำถามเหล่านี้ โดยพาไปดูภาพรวมของตลาดอีคอมเมิร์ซ แนวโน้มการซื้อขายกิจการ (M&A) และขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการขายอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มอีคอมเมิร์ซและร้านค้าออนไลน์ในประเทศไทย: สิ่งที่ควรรู้


ในปี 2567 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยคาดว่าจะทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่อยู่ที่ 9.2 แสนล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 14% ต่อปี คาดการณ์ว่าภายในปี 2570 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะพุ่งสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท การเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การเข้าใจแนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากจะช่วยให้สามารถกำหนดกลยุทธ์การขายและการประเมินมูลค่าธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

การประเมินมูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซในบริบทของประเทศไทย


จากแนวโน้มในตลาดประเทศไทย ปัจจุบันธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีคุณภาพสูง—โดยเฉพาะธุรกิจที่มีระบบโลจิสติกส์ดี ฐานลูกค้าแข็งแรง และมีช่องทางการขายที่หลากหลาย—ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนและกลุ่มทุนที่ต้องการเข้าซื้อกิจการ ในช่วงปี 2567 นี้ ถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับเจ้าของกิจการที่มีแผน “Exit” หรือขายกิจการออก โดยเฉพาะธุรกิจที่มีผลกำไรเติบโตสม่ำเสมอ และมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ซึ่งมักจะสามารถเจรจาขายได้ในอัตราตัวคูณ (multiple) ที่น่าพึงพอใจ แม้ข้อมูลเชิงสถิติของการประเมินค่าธุรกิจในไทยอาจยังไม่มีความแพร่หลายเท่าต่างประเทศ แต่จากประสบการณ์ของบริษัทนายหน้าและที่ปรึกษาธุรกิจในประเทศพบว่า


ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีอายุเกิน 2 ปี ฐานลูกค้าชัดเจน และพึ่งพาเจ้าของน้อย จะมีแนวโน้มได้รับการประเมินในระดับ multiple 4.5–6.0 เท่า ของกำไรสุทธิหรือกระแสเงินสดที่ปรับแล้ว (เช่น SDE หรือ EBITDA) ดังนั้น หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการขายกิจการ ควรเร่งเตรียมความพร้อมทั้งในด้านตัวเลขทางการเงิน และความเป็นระเบียบของระบบปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจรจาขายได้ในมูลค่าที่ดีที่สุด

ปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย


มูลค่าการขายกิจการอีคอมเมิร์ซมักจะพิจารณาจาก “ตัวคูณ” (Multiple) ของกำไรสุทธิหรือกระแสเงินสดที่ปรับแล้ว ซึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อระดับตัวคูณนั้นได้แก่ อายุของธุรกิจ แนวโน้มรายได้ ความจำเป็นที่เจ้าของต้องมีส่วนร่วม และความเสี่ยงจากการพึ่งพาลูกค้าหรือซัพพลายเออร์รายใหญ่

ประเภทร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่ทำกำไรได้ดีที่สุดในประเทศไทย


จากแนวโน้มในตลาดการซื้อขายกิจการ (M&A) ด้านอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย เริ่มเห็นความสนใจเพิ่มขึ้นจากนักลงทุนรายย่อยและกลุ่มทุนที่กำลังมองหาธุรกิจออนไลน์ที่มีระบบพร้อมโอนกิจการได้จริง โดยเฉพาะ ร้านค้าออนไลน์ที่ใช้เว็บไซต์ของตัวเอง ผ่านแพลตฟอร์ม เช่น Shopify, ReadyPlanet, Page365 หรือ WooCommerce ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าและประสบการณ์การซื้อได้อย่างครบวงจร


เหตุผลที่ร้านค้าอิสระได้รับความสนใจจากผู้ซื้อในไทย :


  1. ไม่มีคู่แข่งบนหน้าเว็บไซต์ของตนเอง
  2. ต่างจากแพลตฟอร์ม marketplace (เช่น Lazada หรือ Shopee) ที่มักแสดงสินค้าจากหลายร้านพร้อมกัน การมีเว็บไซต์อิสระช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ดีขึ้น และมีโอกาสตัดสินใจซื้อมากขึ้น
  3. ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้บ่อยกว่า
  4. เมื่อร้านค้าออนไลน์สามารถเก็บข้อมูลลูกค้า เช่น เบอร์โทร อีเมล หรือประวัติการซื้อ ก็จะสามารถทำการตลาดซ้ำ (remarketing) หรือออกโปรโมชั่นเฉพาะกลุ่มได้แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้ ต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition Cost) ลดลงอย่างชัดเจน
  5. ควบคุมแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าได้เต็มที่
  6. ร้านที่บริหารจัดการบนเว็บไซต์ตนเองสามารถออกแบบเส้นทางการซื้อ ระบบจ่ายเงิน ช่องทางติดตาม และเนื้อหาสื่อสาร ได้ตรงตามภาพลักษณ์ที่ต้องการ ส่งเสริมให้เกิด ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) และอัตราการซื้อซ้ำ (Repeat Order Rate) ที่สูงกว่า


ธุรกิจลักษณะนี้จึงมีโอกาสสร้างผลกำไรระยะยาวที่มั่นคง และกลายเป็น ตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนในตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ที่ต้องการกิจการที่พร้อมต่อยอดทันที


อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์ม Marketplace อย่าง Lazada, Shopee หรือ TikTok Shop ก็ยังคงครองตลาดในแง่ปริมาณการซื้อขาย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าราคาต่ำหรือโปรโมชั่นแรง และมีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ธุรกิจที่สามารถ “แยกฐานลูกค้า” ออกจากแพลตฟอร์มหลัก และสร้าง ช่องทางขายที่ควบคุมได้เอง จะได้รับความสนใจสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากสามารถสร้างมูลค่าธุรกิจที่ยั่งยืน และทำให้การประเมินราคาขาย (Valuation) มีความชัดเจนและต่อรองได้มากกว่า

วิธีเพิ่มมูลค่าให้กับร้านค้าอีคอมเมิร์ซก่อนขาย


มูลค่าของกิจการอีคอมเมิร์ซนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. ความแข็งแกร่งของแบรนด์
  2. แนวโน้มการเติบโต
  3. ความสามารถในการขยายธุรกิจ (Scalability)
  4. ความต้องการของตลาดสำหรับสินค้าในกลุ่มนั้น

สิ่งที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้เพื่อเพิ่มมูลค่า


  1. เตรียมร้านให้พร้อมสำหรับการขาย : การวางแผน “Exit” ล่วงหน้า ช่วยให้สามารถจัดระบบให้พร้อมสำหรับการส่งต่อกิจการควรมองหาที่ปรึกษาที่เหมาะสม ประเมินมูลค่าอย่างแม่นยำ ทำให้ตรงตามมาตรฐาน และเข้าใจบริบทการเข้าซื้อกิจการ (Acquisition Landscape) ให้ดี
  2. ลดการพึ่งพาตัวเจ้าของกิจการ : ธุรกิจที่ต้องพึ่งเจ้าของสูงเกินไป มักถูกมองว่าโอนกิจการได้ยาก ผู้ซื้อจึงให้มูลค่าต่ำควรเริ่มมอบหมายหรือจ้างงานบางส่วนให้ทีมงานหรือ outsource พร้อมจัดทำเอกสารขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เจ้าของใหม่สามารถรับช่วงได้อย่างราบรื่น
  3. ตรวจสอบ SEO ของเว็บไซต์ : หากเว็บไซต์ของคุณพึ่งพาทราฟฟิกจากการค้นหา ควรดำเนินการ ตรวจสอบ SEO ด้านเทคนิค (Technical SEO Audit) เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้พลาดโอกาสจากคีย์เวิร์ดที่มีศักยภาพ หรือเนื้อหาที่สามารถเพิ่มทราฟฟิกได้อีกการมีโครงสร้าง SEO ที่ดีไม่เพียงเพิ่มยอดเข้าชม แต่ยังช่วยดึงลูกค้าที่ “พร้อมซื้อ” เข้าสู่หน้าเว็บไซต์โดยตรง
  4. อัปเดตโซเชียลมีเดียให้พร้อมใช้งาน : แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ LINE มีบทบาทสำคัญกับอีคอมเมิร์ซไทยการมีโปรไฟล์ที่อัปเดตและสื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้ผู้ซื้อเห็นว่าคุณมี ช่องทางการตลาดและบริการลูกค้า ที่หลากหลายและพร้อมขยายหากสามารถแสดงให้เห็นว่าระบบซัพพอร์ตลูกค้าของคุณ สามารถถ่ายโอนได้ง่ายและพร้อมขยาย (transferable & scalable) จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและมูลค่าของกิจการได้มากขึ้น


จัดระเบียบสินค้าคงคลังให้พร้อมก่อนขายกิจการ

ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ สินค้าถือเป็นศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจและเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด หากไม่มีการบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลกระทบต่อยอดขายและความพึงพอใจของลูกค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


สิ่งที่ควรดำเนินการ :


  1. จัดระเบียบสต๊อกและวางแผนให้สอดคล้องกับฤดูกาล : ธุรกิจควรมีระบบจัดการสินค้าที่ช่วยให้รู้ว่าช่วงใดคือ “ฤดูกาลพีค” ของสินค้าแต่ละกลุ่ม และวางแผนสต๊อกให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดของขาดหรือของค้าง
  2. หลีกเลี่ยงการสูญเสียยอดขายจากสินค้าหมดสต๊อก : หากลูกค้าเข้ามาเจอแต่สินค้าที่หมด จะลดโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำ และทำให้มูลค่าธุรกิจในสายตาผู้ซื้อกิจการลดลง แนะนำ : ให้ซ่อนหรือจำกัดการมองเห็นของสินค้าที่หมดจากหน้าร้าน เช่น นำไปแสดงในตำแหน่งล่างสุด หรือใช้ระบบ inventory ที่สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าหากสินค้ากำลังจะหมด
  3. ว่าจ้างคนดูแลคลังสินค้าโดยเฉพาะ : หากเจ้าของต้องบริหารทุกอย่างด้วยตนเอง การดูแลคลังสินค้าอาจกลายเป็นภาระที่ทำให้ขาดประสิทธิภาพ การมีผู้ดูแลคลังสินค้าโดยเฉพาะจะช่วยลดความผิดพลาด เช่น การสั่งสินค้าซ้ำ หรือของหมดโดยไม่รู้ตัว
  4. ปรับปรุงหน้าแสดงสินค้าให้ทันสมัยอยู่เสมอ : ภาพสินค้า คำอธิบาย และปุ่ม “สั่งซื้อ” (CTA) ควรออกแบบให้ชัดเจน กระตุ้นให้ผู้ชมคลิก “เพิ่มลงตะกร้า” ได้ง่าย หากยอดสั่งซื้อบางสินค้าต่ำ อาจเกิดจากหน้าแสดงสินค้าขาดความน่าสนใจ หรือข้อมูลไม่ชัดเจน ควรอัปเดตและทดลองปรับเปลี่ยนจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

เตรียมงบการเงินให้เรียบร้อยก่อนประกาศขายกิจการ


หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือ เจ้าของกิจการไม่มีระบบบัญชีที่จัดเก็บข้อมูลไว้อย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการประเมินมูลค่าธุรกิจ


แนวทางที่ควรดำเนินการ :


  1. จัดทำบัญชีอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้ : การมีเอกสารการเงินที่ครบถ้วน เช่น
  2. งบกำไรขาดทุน รายงานบัญชีแยกประเภท รายการยอดขาย ฯลฯ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ
  3. โปรแกรมบัญชี เช่น QuickBooks, PEAK หรือ FlowAccount ที่ใช้งานแพร่หลายในไทย จะช่วยลดภาระของเจ้าของกิจการ และทำให้ข้อมูลมีความเป็นระบบ
  4. เข้าใจภาพรวมทางการเงินของธุรกิจอย่างชัดเจน : เจ้าของควรทราบที่มาของรายได้ ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และกำไรสุทธิในแต่ละเดือน เพื่อเตรียมพร้อมตอบคำถามจากผู้ซื้อ และวิเคราะห์จุดแข็งของกิจการได้ชัดเจน
  5. เตรียมเอกสารประกอบสำหรับการตรวจสอบ (Due Diligence) : ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนเจรจาขาย ควรจัดเตรียมเอกสารทางการเงินทั้งหมดไว้ในที่เดียว เช่น:
  6. รายการเดินบัญชีธนาคารรายเดือน
  7. ใบแจ้งยอดจากบัตรเครดิต/เกตเวย์ชำระเงิน (Omise, ShopeePay ฯลฯ)
  8. รายการใบกำกับภาษีซื้อ-ขาย
  9. รายงานสินค้าคงคลังและใบเสร็จจากผู้จัดจำหน่าย
  10. เตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินด้วย DCF (Discounted Cash Flow) : หากธุรกิจมีผลประกอบการต่อเนื่อง การวิเคราะห์มูลค่าโดยใช้วิธี DCF จะช่วยสะท้อนศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว และดึงดูดนักลงทุนที่มองหาอัตราผลตอบแทน (IRR) ที่ชัดเจน


ผู้ซื้อกิจการจะต้องเข้าถึงระบบข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในการจัดทำงบการเงิน เช่น โปรแกรมบัญชี ระบบสต๊อก บัญชีร้านค้า และระบบรับชำระเงิน เพื่อทำ Due Diligence อย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจลงทุน

จัดการสินทรัพย์ดิจิทัลและข้อมูลลูกค้าให้เป็นระบบ


หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อมูลค่าการขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ คือ ข้อมูลดิจิทัลและฐานลูกค้า เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงถึงศักยภาพการเติบโตของธุรกิจและความพร้อมในการส่งต่อให้กับเจ้าของรายใหม่


ระบบอีเมลมาร์เก็ตติ้ง (Email Marketing)

หากคุณใช้เครื่องมืออย่าง Mailchimp, GetResponse, ActiveCampaign หรือระบบ CRM ควรตรวจสอบประสิทธิภาพของแคมเปญ เช่น :

  1. อัตราการเปิดอ่าน (Open Rate)
  2. อัตราการคลิก (Click-Through Rate)
  3. จำนวนการซื้อซ้ำจากอีเมล
  4. ระบบอัตโนมัติหลังการสั่งซื้อ เช่น การแจ้งชำระ-จัดส่ง-รีวิวสินค้า

การมีข้อมูลเหล่านี้อย่างชัดเจนจะช่วยให้ผู้ซื้อเห็นถึงศักยภาพในการสื่อสารและบริหารลูกค้าในระยะยาว


ข้อมูลลูกค้า (Customer Data)

ควรจัดระเบียบและเตรียมข้อมูลลูกค้าไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น:

  1. จำนวนลูกค้าทั้งหมด และสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ
  2. การล้างรายชื่อลูกค้าที่ไม่มีการตอบสนองมานาน
  3. การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามประเภทพฤติกรรมการซื้อ


บัญชีโซเชียลมีเดีย

  1. อัปเดตภาพลักษณ์แบรนด์และความถี่ในการโพสต์ให้สม่ำเสมอ
  2. จดบันทึกข้อมูลเชิงสถิติ เช่น ยอดผู้ติดตาม การมีส่วนร่วม (Engagement Rate) ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ซื้อเห็นว่าช่องทางโซเชียลมีบทบาทต่อยอดขายจริง

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการขายกิจการ (M&A Advisor)


  1. ประเมินมูลค่าธุรกิจอย่างมืออาชีพ : ช่วยให้คุณไม่ตั้งราคาต่ำเกินไป หรือสูงเกินจริงจนขายไม่ได้
  2. เตรียมธุรกิจให้พร้อมเข้าสู่ตลาด : เช่น ตรวจสอบความเรียบร้อยของงบการเงิน จุดอ่อน-จุดแข็งของระบบ และเอกสารต่าง ๆ
  3. ค้นหาผู้ซื้อที่ผ่านการคัดกรอง (Pre-vetted Buyers) : บริษัทที่มีฐานข้อมูลผู้ลงทุน เช่น เครือข่ายของ FE International ที่มีมากกว่า 80,000 ราย
  4. ดูแลกระบวนการทั้งหมดจนถึงปิดดีล : ตั้งแต่จัดทำข้อมูลการตลาด, เจรจาต่อรอง, ตรวจสอบข้อมูล (Due Diligence), ทำสัญญา และโอนทรัพย์สิน


ข้อดีของการใช้ที่ปรึกษา M&A

  1. ขายได้ในมูลค่าสูงกว่าการขายเอง
  2. ลดภาระเจ้าของกิจการในกระบวนการที่ซับซ้อน
  3. การันตีความปลอดภัยของข้อมูลและทรัพย์สินระหว่างการเจรจา
  4. ลดความเสี่ยงจากการขายไม่สำเร็จหรือถูกเจรจาราคาต่ำ


ข้อควรพิจารณา

  1. ค่าธรรมเนียม: ที่ปรึกษามืออาชีพมักคิดค่าบริการ ประมาณ 10–15% ของราคาขาย และเรียกเก็บเมื่อปิดการขายสำเร็จเท่านั้น
  2. เกณฑ์ขั้นต่ำของธุรกิจที่รับดูแล: ธุรกิจที่จะใช้บริการ M&A Advisor ส่วนใหญ่ต้องมีรายได้หรือกำไรขั้นต่ำตามที่บริษัทกำหนด เพื่อให้เหมาะสมกับฐานผู้ซื้อที่มีคุณภาพ

ทางเลือกในการขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ: แบบไหนเหมาะกับคุณ?

การขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีหลายช่องทางให้เลือก โดยแต่ละแบบมีข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมที่ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ เป้าหมายของผู้ขาย และความพร้อมในด้านข้อมูลทางการเงินหรือเครือข่ายนักลงทุน


  1. การขายผ่าน Marketplace : ในประเทศไทย มีแพลตฟอร์มประกาศขายธุรกิจออนไลน์ เช่น
  2. Flippa, WebsiteBroker, หรือ Acquisitions.co.th ซึ่งเปิดให้เจ้าของร้านสามารถลงประกาศขายธุรกิจของตนได้โดยจ่ายค่าธรรมเนียมเริ่มต้นไม่สูงนัก
  3. อย่างไรก็ตาม แม้จะมีทราฟฟิกผู้เข้าชมจำนวนมาก แต่ผู้ซื้อที่ “มีคุณภาพ” และพร้อมปิดดีลจริงมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดไว้ Marketplace เหล่านี้มักเก็บ ค่าคอมมิชชั่นเมื่อขายสำเร็จประมาณ 10–15% ของราคาขาย ซึ่งใกล้เคียงกับค่าที่ปรึกษา M&A แต่ไม่มีบริการด้านเอกสาร การเจรจา หรือการคัดกรองผู้ซื้อใด ๆเหมาะสำหรับร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก หรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น (Pre-revenue) ซึ่งมูลค่าการขายไม่สูงมาก
  4. การขายผ่านระบบประมูล (Auction Sites) : ระบบประมูล เช่น ฟังก์ชันหนึ่งของ Flippa หรือเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้รูปแบบใกล้เคียงกับ eBay สำหรับธุรกิจออนไลน์ผู้ขายสามารถกำหนดช่วงเวลาในการประมูล และราคาขั้นต่ำ จากนั้นปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดราคาวิธีนี้อาจดูน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการขายเร็ว แต่หากคุณมีร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่มียอดขายต่อเนื่องและฐานลูกค้าชัดเจน วิธีนี้อาจทำให้ธุรกิจของคุณถูกประเมินต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น และไม่มีการควบคุมความเสี่ยงได้เพียงพอ
  5. การขายตรงให้กับผู้ซื้อ (Direct Sales) : การขายตรงโดยไม่ผ่านตัวกลาง อาจดูน่าสนใจเพราะไม่มีค่าคอมมิชชั่น แต่ในทางปฏิบัติอาจ ใช้เวลานาน เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และอาจได้ราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ผู้ขายจำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการเจรจา การเตรียมเอกสารทางบัญชี-กฎหมาย และต้องมีเครือข่ายนักลงทุนที่ไว้ใจได้เหมาะกับผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์สูงในการขายธุรกิจ และเคยปิดดีลกับนักลงทุนรายใหญ่ได้สำเร็จมาแล้วเท่านั้น


ตารางเปรียบเทียบทางเลือกในการขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ


ด้านล่างคือสรุปข้อแตกต่างหลักระหว่างวิธีการขายแต่ละรูปแบบ เพื่อช่วยให้คุณประเมินได้ว่าวิธีใดเหมาะกับสถานการณ์ของคุณมากที่สุด

เข้าใจทางเลือกด้านการจัดหาเงินทุนในการขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ


สำหรับเจ้าของกิจการอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ การขายธุรกิจพร้อมรับเงินสดเต็มจำนวนในครั้งเดียวถือเป็นรูปแบบที่น่าพึงพอใจที่สุด อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อจำนวนมากมักไม่สามารถหรือไม่ต้องการใช้วิธีนี้ จึงจำเป็นต้องมีการใช้รูปแบบการจัดหาเงินทุนที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้อย่างเป็นธรรม


  1. การซื้อด้วยเงินสด (Cash Purchase) : การชำระด้วยเงินสดยังคงเป็นรูปแบบหลักของการซื้อกิจการ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ซื้อมีสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่ในบัญชีธนาคาร อย่างไรก็ตาม หากราคาธุรกิจเกินกว่าวงเงินที่มี ผู้ซื้ออาจใช้วิธีระดมทุนหรือกู้ยืมเพิ่มเติม เช่น:
  2. การถอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  3. การขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่สนับสนุนธุรกิจ SME
  4. การชวนพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน
  5. การใช้แพลตฟอร์มระดมทุนออนไลน์ (peer-to-peer lending) เช่น PeerPower หรือ Jitta Wealth
  6. การให้เครดิตโดยผู้ขาย (Seller Financing) : วิธีนี้ช่วยให้ผู้ซื้อจ่ายเงินบางส่วนในวันโอนกิจการ และทยอยชำระส่วนที่เหลือในระยะเวลาที่ตกลงไว้ โดยใช้กระแสเงินสดจากกิจการเป็นหลักประกัน ซึ่งมีข้อดีคือไม่ต้องยุ่งกับเอกสารและขั้นตอนของธนาคารแต่ทั้งนี้ ผู้ขายควรถือครองหลักประกันบางอย่างไว้จนกว่าผู้ซื้อจะชำระเงินครบ และผู้ซื้อควรประเมินกระแสเงินสดในอนาคตอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้
  7. การจ่ายตามผลการดำเนินงาน (Earn-Out) : ในข้อตกลงแบบ Earn-Out ผู้ซื้อจะชำระเงินให้ผู้ขายตามสัดส่วนรายได้หรือกำไรที่เกิดขึ้นจริงในอนาคต เช่น เป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส ข้อตกลงนี้มักใช้กับกิจการที่ยังใหม่หรือมีกระแสเงินสดไม่แน่นอน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ขายมีแรงจูงใจในการช่วยผลักดันธุรกิจหลังการขายอย่างไรก็ตาม การทำ Earn-Out มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกับผู้ขาย จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าผู้ซื้อมีศักยภาพในการบริหารธุรกิจหรือไม่ และควรกำหนดระยะเวลาของข้อตกลงอย่างชัดเจน
  8. การสงวนเงินบางส่วนไว้ (Holdback) : ในบางกรณี ผู้ซื้อจะกันเงินส่วนหนึ่งไว้หลังจากโอนกิจการ เพื่อรอให้ผู้ขายปฏิบัติตามเงื่อนไขบางประการให้ครบ เช่น:
  9. การรักษาพนักงานให้อยู่ต่ออย่างน้อย 6 เดือน
  10. การรักษายอดขายเฉลี่ยตามเป้าหมาย
  11. การไม่มีปัญหาคืนสินค้า (refund) เกินมาตรฐานที่ตกลงกันไว้


ข้อตกลงประเภทนี้ช่วยลดความเสี่ยง แต่ก็อาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งในภายหลังหากไม่ได้กำหนดรายละเอียดไว้ชัดเจน

บทสรุป: การขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างมั่นใจและคุ้มค่า


การขายธุรกิจอีคอมเมิร์ซถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเจ้าของกิจการ ไม่ว่าคุณจะขายเพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เพื่อเกษียณ หรือเปลี่ยนเส้นทางชีวิต การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้คุณขายได้ในมูลค่าที่เหมาะสม และส่งต่อกิจการให้ผู้ซื้ออย่างมั่นใจ ทีมที่ปรึกษาด้าน M&A ของเราสามารถเจรจาปิดดีลได้อย่างประสบความสำเร็จ


หากคุณต้องการประเมินมูลค่าธุรกิจเบื้องต้นหรือคำแนะนำเฉพาะทางเกี่ยวกับการขายกิจการ สามารถติดต่อทีมที่ปรึกษา Dealflow Market ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย


ไลน์ : @maxsolutions

อีเมล : [email protected]

โทร : 089 776-4545


หากคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนธุรกิจของคุณให้กลายเป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ดูธุรกิจที่ขายอยู่ ประเมินมูลค่าธุรกิจฟรี คำถามที่พบบ่อย (FAQ) บทความทั้งหมด

Are you ready?

Assess your business value with our free tool.

Valuate your business free now.
กดเพื่อประกาศขายธุรกิจ